Breaking News
Home / Business & Marketing / เซ็นทรัลพัฒนา เผยรายได้ไตรมาส 2/2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน รายได้รวม 11,133 ล้านบาท โต 22% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 3,678 ล้านบาท โต 34% จากปีก่อน

เซ็นทรัลพัฒนา เผยรายได้ไตรมาส 2/2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน รายได้รวม 11,133 ล้านบาท โต 22% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 3,678 ล้านบาท โต 34% จากปีก่อน

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2566 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 11,133 ล้านบาท โต 22% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 3,678 ล้านบาท โต 34% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ตามแผนโดยในไตรมาสที่ 2 เปิดให้บริการโรงแรมใหม่ GO! Hotel อยู่ติดกับโรบินสันบ้านฉาง และคอนโดมิเนียม เอสเซ็นท์ เพชรบุรี พร้อมเดินหน้าแผนงานและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน สร้างความแข็งแกร่งให้ทั้งระบบธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้โมเดล ‘The Ecosystem for All’ ระบบที่ทุกคน ทุกฝ่าย เติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชี และบริหารความเสี่ยงของเซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ผลประกอบการของบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมเพิ่มขึ้นในทุกๆธุรกิจ โดยเฉพาะศูนย์การค้า และธุรกิจที่อยู่อาศัย โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 11,133 ล้านบาท โต 22% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 3,678 ล้านบาท โต 34% จากปีก่อน พร้อมเร่งเติมเต็มธุรกิจ non-retail ในโครงการมิกซ์ยูส เปิดโครงการใหม่ตามแผน ได้แก่ โรงแรม GO! Hotel อยู่ติดกับโรบินสันบ้านฉาง ในเดือนพฤษภาคม และคอนโดมิเนียม เอสเซ็นท์ เพชรบุรี ในเดือนมิถุนายน 66 อีกทั้งเดินหน้าแผน sustainable growth ตามแผนธุรกิจ 5 ปี ในการสร้างระบบธุรกิจที่แข็งแกร่งภายใต้โมเดล ‘The Ecosystem for All’ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งมิติ ของ People (ด้านชุมชน และสังคม) และ Planet (ด้านสิ่งแวดล้อม) ผ่านโปรเจ็กต์ต่างๆ ได้แก่

·      โครงการ “Sustainable Tourism Ecosystem”  ผลักดันการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก และเมืองรอง ส่งเสริมการท่องเที่ยวลงลึกถึงชุมชน เพื่อกระจายรายได้ สร้าง Local Wealth ให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วไทย โดยใช้จุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่เป็นเดสติเนชั่นด้านไลฟ์สไตล์และช้อปปิ้ง และมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เป็นจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางด้านการท่องที่ยว

·      เดินหน้า Journey to NET Zero 2050 จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “Better Futures Project” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อส่งเสริมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับโลก พร้อมทั้งริเริ่ม Green Initiatives ใหม่ๆ เช่น จับมือ Green Partnership การไฟฟ้านครหลวง MEA และ SCG ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ร่วมกับร้านค้าและพันธมิตร, วางแผนออก Sustainability linked loan / bond ใหม่ 10,000 ล้านบาท และ เตรียมเปิดตัว Low Carbon Mall ศูนย์การค้าต้นแบบรักษ์โลกแห่งแรกที่ Central Westville ในเดือนพฤศจิกายน 66 นี้

·      ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชั่นในทุกเทศกาล ชูความสำเร็จจากการจัดงาน THAILAND’S PRIDE CELEBRATION 2023 “PRIDE FOR ALL” สุดยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์รวมตัว LGBTQIAN+ กว่า 500 ชีวิต ที่มาร่วมขบวนพาเหรดสะบัดธงสีรุ้ง สัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยตั้งเป้าดันประเทศไทยให้เป็น Top of Pride Destination ระดับโลก ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก      

นอกจากนี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย ที่ได้รับรางวัลการันตีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รางวัล “Thailand Top CEO of The Year 2023” ประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จัดโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 3 รางวัลยอดเยี่ยม “Best CEO, Best CFO และ Best IR จาก IAA Awards for Listed Companies 2022-2023” สะท้อนความเป็นเลิศรอบด้านในการบริหารจัดการธุรกิจและการเงิน สร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ควบคู่กับการใส่ใจดูแลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดย                        ยึดหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) จนได้รับการยอมรับจากนักวิเคราะห์การลงทุนและ stakeholders  

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เซ็นทรัลพัฒนา มีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานทั้งหมด 39 โครงการ (ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 37 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ ต่างจังหวัด 21 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ, ศูนย์การค้าเอสพละนาด 1 แห่ง และศูนย์การค้าเมกะ บางนา ภายใต้กิจการร่วมค้าอีก 1 แห่ง) คอมมูนิตี้ มอลล์ 17 โครงการ มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 2.3 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ ยังบริหารศูนย์อาหาร 33 แห่ง อาคารสำนักงาน 10 อาคาร โรงแรม 6 แห่ง โครงการที่พักอาศัย 29 โครงการ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ESCENT, ESCENT  VILLE, ESCENT PARK VILLE, PHYLL และ BELLE GRAND RAMA 9 และโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ ESCENT TOWN  (ทาวน์โฮม) ESCENT AVENUE (โฮมออฟฟิศ)  NINYA (บ้านแฝด) NIYAM (บ้านเดี่ยวระดับลักชูรี่) และโครงการแนวราบหลากหลายรูปแบบภายใต้แบรนด์ NIRATI ที่เชียงใหม่ เชียงราย บางนา และดอนเมือง

โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและเตรียมเปิดในปี 2566-2567 ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ (กำหนดเปิด 29 พ.ย.66) เซ็นทรัล นครสวรรค์ (Q1/2567) เซ็นทรัล นครปฐม (Q2/2567) เซ็นทรัล กระบี่ (Q4/2567) และโครงการอื่นๆ ที่เตรียมเปิดในปีนี้ ได้แก่ โรงแรม Centara Ayutthaya โรงแรม Centara One Rayong โรงแรม GO! Hotel อยู่ติดกับเซ็นทรัล ศรีราชา และเซ็นทรัล ชลบุรี และโครงการที่อยู่อาศัย 6 โครงการ (NIRATI นครศรีธรรมราช บ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ 3 โครงการ และคอนโดมิเนียม ESCENT 2 โครงการ) นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Mega Mixed-use “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” big project ที่ร่วมพัฒนากับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยจะทยอยเปิดให้บริการในปี 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กองทรัสต์ CPNREIT ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 31 ก.ค. 2566 ซึ่งผู้ถือหน่วยได้อนุมัติต่อสัญญาเช่าและเพิ่มทุน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในครึ่งหลังของปี 2567 บริษัทฯ และ CPNREIT เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีทั้งต่อผู้ถือหุ้นบริษัทฯ และผู้ถือหน่วยทรัสต์ CPNREIT โดยกระแสเงินสดสุทธิที่บริษัทฯ จะได้รับจะถูกนำไปเป็นเป็นหนึ่งในเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสร้างการเติบโตตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ต่อไป ทั้งนี้ CPNREIT ได้รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตไปในทิศทางเดียวกับ CPN  มีรายได้รวม 1,419 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวในทุกธุรกิจ รายได้จากศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานเติบโต 15% อัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยทรงตัวระดับสูงที่ 92.6% และจำนวนผู้มาใช้บริการศูนย์การค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า และรายได้จากโรงแรมโต 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนผู้เข้าพักขาวไทยและขาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเกินกว่าคาด พร้อมทั้งประกาศจ่ายประโยชน์ตอบแทนในอัตรา 0.2900 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (yield) สูง ประมาณ 11%

สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะ 5 ปี (ปี 2566-2570) บริษัทฯ เดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ทั้งที่ประกาศไปแล้วและยังไม่ได้ประกาศ ซึ่งมีทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed-use Development) โครงการที่พักอาศัย รวมถึงแผนการปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน รวมทั้งยังคงศึกษาโอกาสการลงทุนธุรกิจในรูปแบบอื่น และการลงทุนในต่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม รวมถึงศึกษาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงเพื่อขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่และสอดคล้องกับแผนการเติบโตตามเป้าหมายในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Check Also

จดหมายชี้แจงเรื่องข่าวการปรับลดพนักงานโตชิบา ประเทศญี่ปุ่นไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของโตชิบา ไทยแลนด์ 

ตามที่ได้มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 จากสำนักข่าวต่างๆ ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย เกี่ยวกับข่าว “บริษัท โตชิบา คอร์ปอเรชัน จำกัด เตรียมปรับโครงสร้าง โดยมีแผนปรับลดจำนวนพนักงาน 5,000 คน หรือประมาณ 7% ของพนักงานในญี่ปุ่น” นี่เป็นอีกครั้งที่บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ขอเรียนชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบใดๆ กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด แต่อย่างใด